
เมื่อพูดถึงเสียงของกีตาร์ที่ไพเราะ มีมิติ และนุ่มลึก หลายคนอาจนึกถึงแค่ "โทนเสียงหลัก" (fundamental tone) ที่เกิดจากการดีดสายกีตาร์เท่านั้น แต่ในความเป็นจริง ยังมี "องค์ประกอบลับ" ที่ช่วยเติมเต็มความสวยงามให้กับเสียงนั้น นั่นคือสิ่งที่เรียกว่า Overtone
Overtone (เสียงเกิน หรือ ฮาร์มอนิกย่อย) คือเสียงรองที่เกิดร่วมกับเสียงหลัก (fundamental) เมื่อเราดีดสายกีตาร์หนึ่งครั้ง สายจะสั่นสะเทือนเป็นรูปแบบต่างๆ ซึ่งนอกจากจะสร้างเสียงหลักที่เรารับรู้ได้ชัดเจนแล้ว ยังมีคลื่นความถี่ย่อยอื่นๆ ที่เกิดขึ้นพร้อมกัน เรียกว่า overtone
เปรียบเสมือนเวลาร้องเพลง เสียงที่คุณได้ยินไม่ใช่แค่ "โน้ตเดียว" แต่คือกลุ่มของความถี่ที่รวมกันอย่างซับซ้อน
ตัวอย่าง: ถ้าคุณดีดสาย E ที่ความถี่ 82.41 Hz (เสียงหลัก) เสียง overtone ที่เกิดขึ้นอาจมีความถี่ที่เป็น 2 เท่า, 3 เท่า, 4 เท่าของเสียงหลัก เช่น 164.82 Hz, 247.23 Hz ฯลฯ ซึ่งแต่ละตัวจะเบากว่าเสียงหลักมาก แต่ช่วย “แต่งสี” ให้เสียงดูสมบูรณ์ขึ้น
กีตาร์ที่มี Overtone "ดี" ถือว่าดีมาก — แต่ต้อง "สมดุล" เพราะเมื่อกีตาร์มี Overtone มากพอและ “กลมกล่อม” จะทำให้กีตาร์ได้โทนเสียงที่นุ่ม ลึก อิ่ม มีชีวิต
แต่ต้องระวังถ้ามี Overtone มากเกินไป เสียงอาจ ขุ่นหรือเบลอ ฟังไม่ชัด หรือถ้ามีน้อยเกินไป เสียงจะแห้ง แข็ง ไม่มีมิติ
ดังนั้น กีตาร์คลาสสิกคุณภาพสูงจึงต้องผ่านจูนมาอย่างดี เพื่อให้ได้ Overtone ที่พอดี ไม่มาก ไม่น้อยเกินไป ซึ่งขึ้นอยู่กับหลายอย่าง เช่น ไม้ที่ใช้ (เช่น ซีดาร์, สปรูซ) การออกแบบโครงสร้างภายใน และฝีมือของช่างฝีมือ (Luthier)
มองหากีตาร์ที่ให้เสียงกลมกล่อม เล่นง่าย และงานเนี้ยบ ทักหาเราได้เลยครับ